ขออย่าให้เป็นจริงตามนี้เลย

พฤศจิกายน 24, 2016

เนื่องจากได้อ่านข้อความจากเว็บไซต์ saraupdate.com/16077 ซึ่งเป็นข้อความที่ส่งถึงคุณสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งเป็นข้อความที่วิเคราะห์ถึงเด็กในสมัยปัจจุบันนี้ซึ่งผมคิดว่าน่าสนใจและเป็นจริงเสียด้วยจึงขออนุญาตคัดลอกเอามาเพื่อเผยแพร่และเก็บไว้เป็นข้อมูลครับ

timthumb

“ขออย่าให้เป็นจริงตามนี้เลย”
มีคนส่งบทความนี้มาให้ผม บอกว่าเป็นบทวิเคราะห์ว่าทำไมอีก 20 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มว่าคนไทยจะโง่ลงและ เขมร พม่า แขก จีน ฝร่ั่งจะเข้ามายึดอาชีพคนไทยเกือบหมด คนไทยจะเป็นลูกจ้าคนพวกนี้ ผมอ่านแล้วก็เชื่อว่ามีคนไทยเริ่มจะกลัวคำพยากรณ์นี้จะเป็นจริง จึงขอให้ช่วยกันคิดว่าจะหาทางป้องกันไม่ให้ความกลัวนี้เป็นจริงเขาวิเคราะห์อย่างนี้

  1. เด็กไทยสมัยนี้สนใจแต่โทรศัพท์ เล่นไลน์กันทั้งวันทั้งคืน ไม่ต้องหลับต้องนอนกัน นอนดึกตื่นสาย หนังสือไม่สนใจเรียน ตื่นไม่ทันโรงเรียน เลยกินข้าวเช้าไม่ทัน พอสายก็หนีไปกินข้าว ขาดเรียนชั่วโมงแรกวิชาหนึ่ง รุ่งขึ้นแบบเดิมเป็นอย่างนี้ทุกวัน ก็หมดทุกวิชา เมื่อเรียนไม่ทัน ไม่รู้เรื่องก็เบื่อ กชวนกันหนีเรียนไปตั้งแก๊งค์ ไปติดยา มั่วเซ็กส์ ใครเรียน… ก็แกล้งก็กวน ก็เลยทำให้ทั่้งห้องเหมือนกันหมด ความรู้(ไม่)เก่งเหมือนกันหมด ไอ้เรื่องที่จะให้ทบทวนให้ทันเขาบอกได้คำเดียวว่า “ยากมาก”
  2. ครูก็สอนไปตามหน้าที่ ลองไปเข้มงวดลูกท่าซิ… เดี๋ยวพ่อเสือแม่เสือก็มาถึงโรงเรียนอีก ผู้บริหารยังต้องเกรงใจเลย ครูก็เลยปล่อยไม่ยุ่งด้วย… เด็กก็ได้ใจเพราะได้แบ็ค (พ่อแม่รังแกฉัน…เข้าใจมั๊ย…พ่อแม่บางคนไม่รู้เรื่องว่าอะไร?)
  3. การวัดผล เด็กสอบตกก็ต้องยัดเยียดให้ผ่านให้ได้ ไม่งั้นเสียชื่อครูว่าสอนไม่เก่ง แถมถูกผู้ปกครองด่าอีก กฎหมายใหม่ก็เอื้อให้ทำโทษเด็กไม่ได้ จะเรียกเด็กมาสอบใหม่ท่ีานไม่มาสอบ เอ้า…เอาคำตอบไปลอก อ้อนวอนสารพัดจนเด็กผ่านไปได้ โล่งอก ขนาดเกรด 1.8 ก็ผ่านได้ ทั้งที่มันแค่ 40 % ผ่านได้ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรแล้ว นี่ไงความรู้ของเด็กไทยขณะนี้โดยทั่วไป
  4. การเข้าทำงาน เก่งไม่ค่อยจะได้ แต่ถ้ามีเส้นถึงจะ Ok ต่อไปเราจะได้ปลัดกระทรวงที่เก่งมากๆ แต่มาจากเส้น ได้ข้าราชการที่เก่ง ก็มาจากเส้นอีก
  5. เด็กสมัยนี้ทำอะไรไม่เป็น ไม่ยอมลำบาก ไม่อดทนต่อความลำบาก (สังเกตให้ดี ลูกๆ เราเป็นอย่างงี้มั้ย ถ้าเป็นครูลูกศิษย์เราเป็นอย่างงี้มั้ย) ไม่มีวินัย พอเข้าทำงาน เจอระเบียบวินัย เจอเข้มงวด เจองานหนักเข้าก็มาบ่นให้พ่อแม่ฟัง ถ้าพ่อแม่มีตังค์ มีอำนาจ (เลี้ยงลูกแบบคุณหนู) จะบอกลูกว่าอยู่ไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ ลาออกมาพ่อแม่เลี้ยงได้ เด็กก็เลยได้ใจ ไม่ต้องทำอะไรกินแล้ว พอได้ครอบครัวก็เอาผัวเอาเมียมาเกาะพ่อแม่กิน พอพ่อแม่ตาย สมบัติพอมี ก็ขายกินอีก ขยับขยายทำให้กำไรไม่เป็น แล้วรุ่นหลานจะเอาอะไรขายกิน หลานเหลนก็ต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่อีก
  6. เดี๋ยวนี้เราจะเห็นแขก พม่า เขมรและต่างชาติ ต่างมาค้าขายในไทยมากแล้ว และรัฐก็ยกเลิกมาตรการต่างๆ ให้ต่างชาติทำได้ ตอนแรกก็ขายพวกเดียวกันก่อน ต่อมาก็ขายคนไทย ตอนนี้ก้าวหน้า มีผัวไทยเมียไทย จ้างคนไทยเป็นลูกมือ แล้วต่อไปก็ครองเศรษฐกิจ แบบแถวแม่สาย แม่สอด มุกดาหาร หนองคาย กรุงเทพฯและทั่วทุกเมือง นี้เป็นเพราะเรามองไม่เห็นภัยที่กำลังคืบเข้ามา ยังสนุกอยู่ ยังมีพ่อมีแม่อยู่ พอพ่อแม่ตายสมบัติเก็บไม่อยู่แน่เพราะไม่มีความรู้ในการบริหารงานทำงาน กฎหมายไม่คุ้มครอง ทุกอย่างจะเสียเปรียบหมด เงินทองจะเสียเร็วมากกว่าจะฉลาดก็หมดหรือเกือบหมดตัวทีนี้ละจะอยู่ด้วยความแร้นแค้นละ…

ช่วยกันคิดนะครับว่าจะทำอย่างไรจึงทำให้ความเห็นข้างบนนี้ไม่เป็นจริง เป็นเพียงการพูดจาเพ้อเจ้อไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง อย่างให้เป็นจริงเลยแม้แต่ข้อเดียว!

กาแฟสด (สุทธิชัย หยุ่น)
16 เมษายน 2559

หมายเหตุ***เพราะมันยาวมาก ผมเกรงว่าคงไม่มีใครอ่าน 555

ที่มา  http://www.saraupdate.com/16077

 

วิธีเรียนให้เก่ง

พฤษภาคม 1, 2012

          เนื่องจากช่วงเวลาในการเขียนเรื่องนี้ เป็นช่วงของเวลาใกล้เปิดภาคเรียนของนักเรียนนักศึกษา ทำให้หวนคิดถึงและคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมา (สงสัยว่าจะเริ่มแก่) ทำไมเราถึงเรียนไม่เก่งเหมือนกับเพื่อนๆ ซึ่งบางคนเรียนจบถึงปริญญาเอกมีอาชีพการงานมั่นคงใหญ่โต จึงลองทำการค้นหาถึงวิธีการทำอย่างไรให้เรียนเก่ง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ได้ผ่านมาอ่านบทความนี้ ไม่ได้คิดว่าจะกลับไปเปลี่ยนอดีต แต่มุ่งหวังเพียงว่าคนรุ่นหลังจะได้เรียนรู้และนำมาพัฒนาตนเองเพื่อจะได้เป็นผู้ที่จะได้สร้างคุณแก่ส่วนรวมในอนาคตครับ สำหรับวิ๊เรียนเก่งที่ผมจะแนะนำในวันนี้มีดังนี้

          1. จะต้องรู้จักแบ่งเวลา  เนื่องจากในสภาวะปัจจุบันมีสิ่งยั่วยวนต่างๆ ที่คอยมากินช่วงเวลาในการเรียนรู้ของเรา ไม่ว่าการนอน การเล่นเกมส์ ดูหนัง ฟังเพลง หรือเดินเที่ยวเล่น เมื่อเปรียบเทียบกับเวลาในการศึกษา หรือการท่องตำราเรียนแล้วจะพบว่าสูญเสียไปมาก แต่ไม่ได้มุ่งหวังให้ท่านมานั่งเคร่งเครียดกับตำรา หรือการเรียนรู้ต่างๆ เพียงแต่อยากให้แบ่งเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ กับการเรียนหรือการศึกษา

          2. ทบทวนเนื้อหาที่เรียนผ่านมาและศึกษาเนื้อหาการเรียนล่วงหน้า ในข้อนี้ผู้เรียนเมื่อเรียนกลับมาถึงบ้านก่อนจะอ่านหนังสือในเรื่องที่จะเรียนต่อไป ควรทบทวนสิ่งที่เรียนผ่านมาเสียก่อนเพื่อความต่อเนื่องของเนื้อหาการเรียน และเป็นการทบทวนสิ่งที่เรียนผ่านมา

          3. ขยันทำแบบฝึกหัด การบ้าน ในการทำการบ้านที่ครูให้และแบบฝึกหัดนั้น จะช่วยให้เรามีความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนมากยิ่งขึ้น

          4. ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง ในการเรียนหนังสือนั้นเราจะพบว่า ส่วนใหญ่แล้วครุจะมีการมอบหมายงานให้ทำ หรือมีการบ้านมีแบบฝึกหัด เพื่อให้ผู้เรียนได้นำความรู้ที่ได้เรียนมาประยุกต์ใช้ หรือฝึกฝนจากสิ่งที่เรียนมา และเป็นการทบทวนเนื้อหาที่เรียนมา เราไม่ควรเก็บสะสมงานมอบหมายพวกนี้ให้เนิ่นนานเพราะเมื่อเนิ่นนานไป สิ่งหนึ่งที่ต้องเกิดขึ้นในการทำงานคือ เราจะต้องมาทบทวนเนื้อหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องใหม่จะทำให้เสียเวลา และมีโอกาสที่จะทำผิดด้วย เพราะความรู้จากครุใรวันที่เราเรียนในห้องเรียน กับความคิดที่เกิดขึ้นจากการที่เราได้อ่านเนื้อหาเองนั้นอาจคิดไม่เหมือนกัน และการเก็บงานประเภทนี้ไว้นานๆ และมาทำเมื่อใกล้ถึงเวลาจะทำให้การทำงานจะต้องเร่งรีบ ขาดความรอบครอบ

          5. ก่อนการสอบจะต้องไม้หักโหมในการเรียน หรือเรียนอัดก่อนสอบ มีนักเรียนจำนวนมากที่ในช่วงการเรียนในช่วงต้นภาคการศึกษาไม่ให้ความสำคัญหรือความสนใจ ไม่ตั้งใจเรียน แต่ถึงช่วงเวลาใกล้สอบจะหักหมในการอ่านหนังสือ ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการศึกษา และทำให้สมองทำงานหนักไม่สามารถจดจำได้ เพราะสมองของเราจะสามารถจดจำเรื่องราวต่างๆ ได้ดีนั้นจะต้องเป็นในลักษณะค่อยๆ จดจำสะสมไว้เรื่อยๆ

          6. จะต้องรู้จักโยงความสัมพันธ์ของเนื้อหาในเรื่องต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อให้สามารถจดจำได้ง่าย เช่นอาจใช้วิธีการเขียน mindmap  การใช้แผนภูมิต่างๆ เข้าช่วย การวาดออกเป็นรูปภาพต่างๆ เป็นต้น โดยเรือกรูปแบบตามความรู้และความสนใจของเรา

          7. ทำสรุปเนื้อหา เพื่อให้ง่ายในการทบทวน  อาจใช้ปากกาหลายๆ สี ในการแยกเนื้อหาหรือเรื่องราวต่างๆ เพื่อให้จดจำได้ง่าย

          8. การเรียนจะต้องอาศัยการจับกลุ่มแบ่งปันซึ่งกันและกัน ในการศึกษาปัจจุบันจะพบว่ากิจกรรมกลุ่มมีความสำคัญในการเรียน ผู้เรียนที่มีความตั้งใจในการศึกษา จะมีการรวมกลุ่มกันเรียน มีการเอื้อเฟื้อในการช่วยเหลือดูแลกัน เนื่องจากบุคคลไม่สามารถเก็บข้อมูลเนื้อหาที่เรียนได้หมดสิ้น กลุ่มจึงมีความสำคัญที่จะช่วยในการบันทึกเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ แล้วนำมาถ่ายทอดให้เพื่อนสมาชิกภายในกลุ่มได้

          9. มีความมั่นใจในตนเอง อย่าคิดว่าไม่เก่ง ไม่สามารถทำได้ จะต้องตั้งจุดมุ่งหมายของชีวิตไว้ แล้วพยายามไปให้ถึง

          10. รู้จักดูแลตนเอง ในเรื่องการกิน การนอน คือจะต้องพักผ่อนให้เพียงพอตามที่ร่างกายต้องการ เพราะการพักผ่อนไม่เพียงพอ อาส่งผลถึงประสิทธิภาพในการเรียนด้วย แต่ถ้าพักผ่อนเพียงพอ สมองก็จะปลอดโปร่ง สามารถรับเนื้อหาใหม่ๆ ได้ดี

10 วิธีสร้างความสุข

มกราคม 28, 2012

ในการดำรงชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน มนุษย์จำเป็นต้องพยายามิ้นรนทำงานต่างๆ เพื่อความอยู่รอดภายในสังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขันการเอารัดเอาเปรียบต่าง ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนสามารถมีไว้หรือสามารถสร้างให้มันเกิดขึ้นได้ คือความสุขทางจิตใจ เมื่อความสุขทางด้านจิตใจดีจะส่งผลถึงความแข็งแรงของร่างกาย ที่ปราศจากโรคภัยที่เกิดขึ้นมาได้ ในบทความนี้จะขอนำเสนอ 10 วิธีสร้างความสุข ซึ่งด้พิมพ์ไว้ในหนังสือ อยู่อย่างไรให้มีความสุขกัน

1. หัวเราะ ยามเมื่อเราหัวเราะ ความเครียก็ถูกทำลาย นอกจากนี้การหัวเราะยังมีผลดีหลายอย่างต่อร่างกาย ซึ่งได้มีการพิสูจน์แล้วเช่น

  •  ความดันโลหิตลดลง 
  • ฮอร์โมนเกี่ยวกับความเครียดลดลง ขณะเดียวกันการทำงานของฮอร์โมนต่างๆ ก็เป็นปกติ 
  • กระตุ้นระบบภูมิชีวิต (Immune system) ทำให้ T-celll ซึ่งเป็นทหารประจำตัว คอยกำจัดเชื้อโรคเพิ่มจำนวนขึ้น รวมถึงแอนติบอดีอื่นๆ ในร่างกายด้วย
  • คลายความเจ็บปวด อารมณ์ขันทำให้ผู้ป่วยลืมความเจ็บปวด และยังกระตุ้นการสร้างเอนดอร์ฟินในร่างกาย ซึ่งเป็นฮอร์โมนระงับปวดโดยธรรมชาติอยู่แล้ว
  • กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย ขณะที่คุณหัวเราะ กล้ามเนื้ออื่นๆ ที่ไม่ได้สัมพันธ์กับการหัวเราะ จะผ่อนคลาย และเมื่อ หยุดหัวเราะ กล้ามเนื้อที่สัมพันธ์กับการหัวเราะ ก็จะผ่อนคลาย เป็นการทำงานสองขั้นตอนเชียวนะ 
  • หายใจดีขึ้น การหัวเราะบ่อยๆ ทำให้ปอดโล่ง หายใจได้ลึกขึ้นดีมากๆ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการหายใจ

สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้จาก ประโยชน์ของการหัวเราะ
2. นอนหลับให้สนิท มีผลให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ช่วยให้ผิวพรรณดีและฟื้นฟูด้านจิตใจ สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ ข้อดี 3 ประการของการนนอนหลับสนิท

3. กินอาหารเช้าทุกวัน
4. กินผัก ผลไม้
5. กินเมนูปลาเป็นอาหารจานโปรด
6. ดื่มชา
7. ดื่มไวน์แดง วันละ 1 แก้ว
8. แปรงฟันและขัดฟันทุกวัน
9. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
10. ทำสมาธิ

ที่มา หนังสือ อยู่อย่างไร ให้มีความสุข

facebook กับผลกระทบทาจิตวิทยา

ตุลาคม 16, 2011

เนื่องจากช่วงที่ทำการเขียนในเรื่องนี้เป็นช่วงที่ประเทศไทยกำลังประสบกับภัยพิบัติจากน้ำท่วมพอดีครับ ผู้เขียนก็เป็นบุคคลหนึ่งที่ได้รับผลกระบทนี้ด้วย ถึงแม้จะไม่มากแต่ก็ส่งผลต่อการเดินทางไปไหนมาไหน ว่างมากก็เลยหยิบหนังสือขวัญเรือนของภรรยาขึ้นมาดู ซึ่งเป็นหนังสื่อฉบับบที่ 956 ปักษ์หลังเดือนกันยายนย 2554 ก็ได้เจอเรื่องน่าสนใจจึงอยากจะขอคัดลอกมานำเสนอให้กับท่านผู้ที่เคยอ่านข้อมูลจากเว็บนี้บ้างนะครับ โดยชื่อเรื่องที่ผู้เขียนตั้งชื่อไว้ก็คือ facebook กับผลกระทบทางจิตวิทยา ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
การสื่อสารทางสังคมออนไลน์สร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ รวมถึงผลกระทบในด้านต่างๆ มากมาย ดังนั้นนักวิจัยจึงตั้งคำถามเกี่ยวกับผลกระทบทางจิตวิทยาทั้งแง่บวกและลบขึ้นมา ซึ่งพบว่า
ในแง่ลบ
วัยรุ่นที่ใช้เฟซบุ๊คบ่อยมากเท่าไหร่ยิ่งมีแนวโน้มจะเป็นพวกหลงตัวเองมากขึ้นเท่านั้น ในขณะที่วัยผู้ใหญ่ที่อยู่ในช่วงหนุ่มสาวจะมีแนวโน้มของอาการผิดปกติทางจิตในลักษณะต่างๆ ซึ่งรวมถึงพฤติกรรมต่อต้านสังคม การคลั่งไคล้อะไรมากเกินไป และหากเป็นกลุ่มนักเรียนที่เช็คเฟซบุ๊กทุกๆ 15 นาทีจะมีผลการเรียนที่แย่กว่าคนอื่น ส่วนเด็กที่บริโภคสื่อและเทคโนโลยีมากเกินไปในแต่ละวัน จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพเพราะทำให้พวกเขามีแนวโน้มที่จะวิตกกังวลสูง หดหู่และเกิดปัญหาทางจิตวิทยาต่างๆ ตามมา

ในแง่บวก
ผู้ใหญ่ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวที่ใช้เวลากับเฟซบุ๊คเป็นเวลานานจะสามารถแสดงความรู้สึกร่วม เห็นอกเห็นใจห่วงใยอยากช่วยเหลือ ฯลฯ กับเพื่อนๆ บนออนไลน์ ได้ดีกว่า ในขณะเดียวกันที่สังคมออนไลน์ช่วยพัฒนาเด็กๆ ให้เรียนรู้ถึงิวธีการเข้าสังคม โดยเครือข่ายสังคมออนไลน์ยังสามารถทำหน้าที่เป็เครื่อวมือสำหรับการสอน เพื่อตรึงความสนใจของเด็กๆ ได้

ที่มา: นิตยสารขวัญเรือน ฉบับที่ 956 ปักหลังเดือนกันยายน 2554 คลอลัมภ์ท่องโลกอินเตอร์เน็ต:มิสไอที หน้า 36

9 เทคนิค ฝึกสมองไบรท์

พฤษภาคม 31, 2010
1. จิบน้ำบ่อย ๆ
สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์ สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ
2. กินไขมันดี
คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น
3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที
หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน
4. ใส่ความตั้งใจ
การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน
5. หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ
ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไป เรื่อยๆ
6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน
สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่าน หนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน
ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง
8. เขียนบันทึก Graceful Journal
ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
9. ฝึกหายใจลึก ๆ
สมองใช้ออกชิเจน 20 25 % ของออก ชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกชิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 %
การ มีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม
บทความโดย: วิไลพร เถื่อนบุญมี
ที่มา  http://www.technicchan.ac.th/?name=knowledge&file=readknowledge&id=235

เคล็ดลับการอ่านหนังสืออย่างถนอมสายตา

เมษายน 29, 2010

1.เวลาอ่านหนังสือ ควรถือหนังสือให้ห่างจากดวงตาประมาณ 30 เซนติเมตร

2.ควรอ่านหนังสือ ในที่ที่แสงสว่างเพียงพอ ไม่มืดและจ้าจนเกินไป และควรเลี่ยงการอ่านหนังสือบนรถ เพราะสายตาจะจับโฟกัสได้ยากขึ้น

3.ไม่ควรนอนอ่านหนังสือ เพราะเป็นท่าที่ไม่ถูกต้องและจะทำให้ปวดหลัง อีกทั้งยังอาจหลับได้อีกด้วย ท่าที่ถูกต้องคือควรนั่งอ่านหนังสือบนเก้าอี้ที่มีพนักพิงหลัง

4.ใน การอ่านจากจอคอมพิวเตอร์ ควรเลือกจอภาพที่มีการกระจายรังสีต่ำเพื่อถนอมสายตา วิธีทดสอบง่ายๆ ลองเปิดสวิตช์จอภาพแล้วเอามือหรือช่วงแขนไว้ใกล้จอภาพให้มากที่สุด จอภาพที่มีการกระจายรังสีต่ำจะแทบไม่รู้สึกถึงไฟฟ้าสถิตย์ตามขนที่ผิว และควรห่างประมาณ 20 – 24 นิ้ว หยุดพักสายตาครั้งละ 10 นาทีทุกๆ 2 ชั่วโมง จะทำให้ดวงตาไม่เมื่อยล้าจนเกินไป

5.หลังการอ่านหนังสือนานๆ ควรพักสายตา โดยมองไปที่ไกลๆหรือร่มไม้สีเขียว เพื่อเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ดวงตา

6.หนังสือที่ดีไม่ควรเล่น สีสันระหว่างตัวอักษรและพื้นหลังมากเกินไป เพราะจะทำให้ลายตาและต้องใช้สมาธิในการอ่านมากกว่าเดิม ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เมื่อยล้าสายตาได้เร็วขึ้น

7.หากอ่านหนังสือ นานๆ ควรเลือกหนังสือที่ใช้กระดาษถนอมสายตา เพราะจะทำให้เมื่อยล้าสายตาช้าลง และสามารถอ่านหนังสือได้ยาวนานขึ้น

ที่มา:http://www.amulet.in.th/forums/view_topic.php?t=1303&sid=5c9d03cb72ad9a9056cc51cf1e3b5b6d

เทคนิคเรียนดี

เมษายน 29, 2010

1. อ่านหนังสือตอนเช้าๆ จะช่วยในการจดจำได้เยอะเพราะว่าตอนเช้าสมองของเราปลอดโปร่ง ถ้าเทียบกับตอนเย็น หรือตอนดึกๆ เนื่องจากสมองของเราผ่านอะไรมามากมายแล้ว สู้รบปรบมือกันมาทั้งวัน

2. รู้มั้ยว่า การยืนอ่านหนังสือ ช่วยในการจดจำมากกว่า การนั่งอ่านหนังสืออีกนะจะบอกให้แล้วอีกอย่างช่วยกัน การหลับคาหนังสืออีกด้วย

3. การจดโน๊ต ให้ดูสะอาดตาสวยงาม จะเป็นสิ่งดีมากๆ เนื่องจากลายมือที่สวยและเป็นระเบียบ จะช่วยในการจดจำได้เป็นอย่างดีเลยหล่ะ ถ้าบอกแบบนี้ เราควรใช้กระดาษสีขาว และปากกาหมึกสีดำ ช่วยให้อักษรมีความชัดเจน และมีพลังเยี่ยมยอดเมื่อบวกกับสีขาวในกระดาษที่เป็นช ่องว่างอยู่ การเรียบเรียงตัวอักษร เราควรที่จะจดแบบให้มีการเคลื่อนไหว แทนที่จะจดแบบแนวนอน เรียงยาวแบบธรรมดาๆ ก็คือการจดแบบเป็นกลอน แทนที่จะจดให้มันเป็นพรืดยาว จนเอียน การจดแบบนี้ ทำให้เมื่อยสายตา เพราะเราต้องใช้สายตากวาดทอดยาวไป ทำให้เมื่อยล้าสายตาอย่างยิ่ง ทำให้เลิกอ่านกันไปดื้อๆแต่การที่เราจดแบบกลอน มันช่วยให้สายตาของเราไม่ล้า ทำให้เราอ่านหนังสือได้มากขึ้น และจำได้รวดเร็วกว่าเดิม ไม่ต้องมาอ่านซ้ำหลายๆ รอบเหมือนแต่ก่อน

4. การจดอีกแบบนึง ก็คือ การจดแบบ mind mapping การจดแบบนี้ หลายๆ คนคงจะคุ้นเคยกันดี คือ การ มีคีย์เวิร์ดชื่อเรื่องไว้ตรงกลาง แล้วแตกสาขากิ่งก้านหัวข้อย่อยๆ ออกมา ขอย้ำนิดนึงว่า ควรจะใช้คำสั้นๆ ที่สำคัญๆ เพื่อง่ายต่อการจดจำ และไม่น่าเบื่อ

5. การเรียนแบบจับคู่ ควรที่จะมีคู่หู 1 คนในการเรียนเพื่อแชร์ความรู้ที่แต่ละคนได้มา และโต้เถียงความรู้กันอยู่บ่อยๆ ซึ่งวิธีนี้ก็ได้ผลดีเช่นกัน ทำให้การเรียนมีสีสัน และเกิดความตื่นตัวอีกด้วย

6. การอ่านหนังสือเสียงดัง หรือโยกตัว โยกขา การอ่านแบบมีจังหวะจะโคน ช่วยในการจดจำด้วย เพราะว่าเราได้ใช้ประสาทสัมผัสส่วนต่างๆ

ที่มา: http://campus.sanook.com/เทคนิคเรียนดี-912553.html

เส้นกั้นบางๆ ระหว่างประโยชน์และโทษของอินเตอร์เน็ต

พฤศจิกายน 18, 2009

internet

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบัน “อินเตอร์เน็ต” ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนส่วนใหญ่ไปเสียแล้ว ด้วยเพราะความสะดวกในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันและการเข้่าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างไร้พรหมแดน แต่ย่อมเป็นธรรมดาที่สิ่งใดให้คุณก็มักจะให้โทษควบคู่กันมาเสมอโดยที่เราอาจไม่รู้ตัว

ด้านดี ๆ ของการใช้อินเตอร์เน็ต

  • สะดวก ไม่ว่าจะที่ไหน ๆ ก็สามารถติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน หรือพูดคุยโต้ตอบกัน โดยการส่งสัญญาณทั้งภาพและเสียงได้อย่างไร้พรมแดน ตลอด 24 ชั่วโมง
  • รวดเร็ว เพียงแค่คลิก ข้อมูลต่างๆ จากทั่วมุมโลกก็ปรากฏบนหน้าจอไม่ว่าข้อมูลเพื่อใช้ในการทำงาน การเรียน และชีวิตประจำวัน ก็สามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วรอบด้าน
  • ประหยัด การหันมาใช้วิธีการส่งอีเมลล์ พูดคุยกันผ่านโปรแกรมแชทหรือเว็บแคม ตลอดจนการชำระค่าบริการต่าง ๆ ผ่านอินเตอร์เน็ต สามารถช่วยประหยัดในการเดินทางหรือประหยัดเงินค่าโทรศัพท์ได้
  • เปิดโลกทัศน์ การได้รู้ได้เห็นอะไรใหม่ ๆ ผ่านแหล่งข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต ถือเป็นการเปิดโลกทัศน์และจุดประกายความคิดใหม่ ๆ ให้เราได้

หากใช้ไม่ระมัดระวัง ย่อมให้โทษ

  • การควบคุม อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อเสรีที่คนทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย ทำให้ยากต่อการควบคุมทั้งทางด้านพฤติกรรมของผู้ใช้งาน และด้านเนื้อหาต่าง ๆ ที่ไม่สามารถคัดกรองได้ทั้งหมดว่าข้อมูลใดถูกต้อง เหมาะสมหรือน่าเชื่อถือ เป็นต้น
  • มิจฉาชีพ ปัจจุบันกลุ่มมิจฉาชีพมักจะใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการล่อลวงเหยื่อ เช่น การซื้อของทางอินเตอร์เน็ตแล้วแอบเจาะข้อมูลบัตรเครดิต หรือใช้โปรแกรมแชทในการล่อลวงไปล่วงละเมิดทางเพศ เป็นต้น
  • ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เช่น การส่งต่ออีเมลล์ที่มีภาพถ่ายส่วนบุคคล คลิปวีดีโอที่ไม่เหมาะสม หรือการการโพสต์ข้อความก่นด่าบุคคล องค์กร สถาบัน ในเว็บบอร์ดหรือกระทู้ต่าง ๆ นั้น หากผู้ส่งขาดการไตร่ตรองที่ดีก่อนส่งข้อมูลออกไป อาจส่งผลให้บุคคลนั้น ๆ เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกบั่นทอนจิตใจ และส่งผลกระทบรุนแรงต่อชีวิตได้ ขณะเดียวกันตัวผู้ส่งเองก็อาจเข้าข่ายกระทำความผิดทางกฏหมาย เช่น การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล การหมิ่นประมาท เป็นต้น

อินเตอร์เน็ตจะถูกนำมาใช้อย่างสร้างสรรค์หรือเพื่อทำลาย มีเพียงเส้นบาง ๆ เท่านั้นที่กั้นกลาง อยู่ที่จิตสำนึกและจริยธรรมของผู้ใช้เท่านั้น ที่จะทำให้เทคโนโลยีถูกนำมาใช้แล้วเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง…..

ที่มา : คอลัมภ์สรรหามาฝาก  วารสาร กบข. ปีที่ 11 ฉบับเดือนกันยายน 2552 หน้า 11

อันตราย ‘ออฟฟิศ ซินโดรม’ ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดข้อ

ตุลาคม 6, 2009

สัญญาณอันตราย ‘ออฟฟิศ ซินโดรม’

พฤติกรรมการนั่ง ทำงานที่ไม่เหมาะสม นับว่าเป็นปัจจัย เสี่ยงที่นำไปสู่การเป็นโรคออฟฟิศ ซินโดรม ได้ง่ายๆ

 

โรคออฟฟิศ ซินโดรม หลายคนคงคิ้วชนกัน ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วเป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรม  ที่อยู่ใกล้ตัวเราโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนทำงานในออฟฟิศ ที่แสดงอาการออกมาด้วยการปวดเมื่อยอวัยวะต่าง ๆ ทั้ง ไหล่ บ่า แขน ขา เอว ต้นคอ รวมทั้งอาการกล้ามเนื้ออักเสบ

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านไคโรแพรคติก อธิบายถึงอาการปวดทั้งหลายที่กล่าวมาข้างต้นว่า โดยปกติลักษณะโครงสร้างของคนเรา ถ้าดูจาก ด้านหน้า ศีรษะ ไหล่ เอว เข่า ข้อเท้าด้านซ้ายและขวา ต้องมีความสมดุลเท่ากัน หากมองจาก ด้านข้าง สิ่งที่จะดู คือ  ใบหู ไหล่ ลำตัว เอว เข่า และข้อเท้า โดยทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ก็จะต้องมีความสมดุลเท่ากัน

ตามหลักโครงสร้างคนเราไม่สามารถที่จะพยุงตนเองอยู่ได้ด้วยกระดูก และต้องอาศัยในส่วนของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นยึด เพื่อพยุงโครงสร้างของร่างกายให้อยู่ในแนวระดับปกติที่ถูกต้อง ซึ่งมาตรฐานของโครงสร้างคนเรามีลักษณะ ไม่แตกต่างกัน ถ้าโครงสร้างอยู่ในแนวระดับที่ผิดนั้นหมายถึง มีความผิดปกติเกิดขึ้น นั่นเอง

“เมื่อมองดูแนวของ กระดูกสันหลัง ด้านหน้าจะต้องเรียงตัวในแนวระดับตรง หากมองด้านข้างจะเห็นเป็นคลื่นอยู่ 4 คลื่น คือ ต้นคอ หลังตอนบน เอว และหลังตอนล่าง แต่ละช่วงจะมีการเว้าอยู่ที่ 63 องศา หรือบวก ลบ ไม่เกิน 5 นั่นคือ ลักษณะ โครงสร้างของกระดูกที่สมดุลและเท่ากัน

เมื่อไรก็ตามที่แนวโครงสร้างจุดใดจุดหนึ่งมีปัญหา ร่างกายของคนเราจะมีการปรับแนวโครงสร้างเข้าสู่ความสมดุล ให้ได้ เช่น ถ้าเรามีแนวของหลังที่แอ่นมากกว่าปกติ สิ่งที่จะตามมา คือ หลังตอนบนจะค่อมมากกว่าปกติ เพื่อให้ได้ สมดุลซึ่งกันและกัน”

โครงสร้างที่สูญเสียความ สมดุลที่ถูกต้องไป สิ่งที่เกิดขึ้น คือ จะมีภาวะการทำงานที่มากเกินไปของตัวข้อเกิดขึ้น ข้อจะแบกภาระน้ำหนัก มากขึ้น รวมทั้งเรื่องของการทำงานที่หนักเกินไปตลอดเวลาของกล้ามเนื้อ ที่จะต้องพยุงน้ำหนักที่ถูกถ่วง หรือตกไปอยู่ในตำแหน่งที่ผิดปกติเป็นเวลานาน ทั้ง 2 ลักษณะนี้ เมื่อนานวันเข้าการทำงานหนักเกินไปจะก่อให้เกิดการเสื่อมสภาพของโครงสร้าง กระดูก

โดยส่วนใหญ่ ถ้าพูดถึงลักษณะการทำงานที่ผิดปกติ ลักษณะท่าทางความผิดปกติของคนเรา ไม่ว่าจะเป็น ท่านั่ง ท่ายืน ท่าเดิน ท่านอน การก้ม การหยิบของที่สูง ที่ทำให้โครงสร้างผิดจากสมดุลซึ่งจะกระทบในส่วนแรก คือ การขยับในตัวข้อ ต่อมา คือ กล้ามเนื้อ ที่มีภาวะหดเกร็งมากเกินไป

ฉะนั้น กล้ามเนื้อที่ผิดปกติจะเกิดขึ้นใน 2 ลักษณะ คือ ใช้มากเกินไปกับไม่ได้ใช้ ซึ่งจะส่งผลในรูปของอาการปวดเป็นอาการแรกที่แสดง ออกมา หากเพิกเฉย โดยที่ไม่มีการดูแลรักษา อาการปวดในส่วนนั้นจะพัฒนามากขึ้น คือ เป็นบ่อยขึ้น

ในส่วนของแนวโครงสร้างถ้ามีการพลิกอยู่ในท่าที่ผิดรูปอยู่เรื่อย ๆ  บ่อยครั้ง การขยับของตัวข้อก็จะผิดปกติตามไปด้วย เมื่อไรที่ตัวข้อมีความผิดปกติจะส่งผลให้เกิดการเสื่อมสภาพของ ตัวข้อเกิดขึ้น ข้อจะสูญเสียความมั่นคงและความแข็งแรง ผิวเปลือกนอกของตัวข้อ นานวันเข้าก็จะส่งผลในเรื่องของข้อกระดูกเสื่อม

โรคออฟฟิศ ซินโดรม เกิดจากการที่ร่างกายทำท่าเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานานทั้งวันและทุกวัน ซึ่งการปฏิบัติหรือมีพฤติกรรมอย่างนี้ทำให้เกิดสภาวะการทำงานหนักเกินไปขึ้น กับร่างกาย เพราะการอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนาน ๆ ทุกวัน ทำให้โครงสร้างร่างกาย ซึ่งก็คือ โครงสร้างกระดูก และกล้ามเนื้อจะถูกฝืน แต่สภาพร่างกายของคนเราสามารถเรียนรู้ที่จะปรับไปตามการใช้งานเสมอ ดังนั้น โครงสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ พัฒนาตัวเองเพื่อรองรับการใช้งานนั้น ๆ ให้ง่ายที่สุด จนเมื่อนานเข้า โครงสร้างส่วนนั้นจะอยู่ผิดรูปในที่สุด และส่งผลให้กล้ามเนื้อและกระดูกส่วนนั้นจะต้องทำงานหนักตลอดเวลาจนเกิดสภาวะ ที่ทำงานหนักเกินไป

เห็นได้ชัด คือ คนที่นั่งทำงานในออฟฟิศที่ต้องนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานนาน ๆ มักจะห่อไหล่ นั่งหลังโกง และหลายคนมักจะโน้มตัวไปจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ กระดูกและกล้ามเนื้อของไหล่ หลัง และคอก็จะค่อย ๆ พัฒนาตัวเอง คือ กระดูกไหล่จะห่อเข้ามา กระดูกหลังจะงอ กระดูกคอจะยื่นไปข้างหน้าแบบถาวรเพื่อให้รองรับกับการใช้งานที่เราต้องการ ได้อย่างสะดวก นานวันเข้าก็จะอยู่ผิดรูป และความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อจะเสียสมดุล รวมทั้ง กระดูกและกล้ามเนื้อส่วนเหล่านั้นจะต้องทำงานหนักตลอดเวลา หากทิ้งไว้นาน ๆ อาจนำไปสู่ภาวะกระดูกเสื่อมจนขยับร่างกายส่วนนั้นไม่ได้สะดวก หรือในที่สุดมีการพัฒนาจนเป็นเรื่องโรคข้อกระดูกเสื่อมได้

เมื่อมีอาการเหล่านี้ การพบหมอตั้งแต่เนิ่น ๆ คือวิธี ที่ดีที่สุด หากมีอาการไม่มากนักการรักษาทำได้โดยการฟื้นฟูกลไกการทำงานของร่างกาย ให้กลับสู่สภาวะปกติ ด้วยการจัดแนวกระดูกสันหลังปรับโครงสร้างร่างกายให้สมดุล ฝึกการบริหารร่างกายที่เหมาะสมเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อต่าง ๆ ให้ช่วยมาพยุงหรือมาทดแทนในส่วนที่ผิดปกติ แต่ถ้าอาการปวดมีภาวะที่รุนแรง เช่น กระดูกข้อมีการเลื่อนออกจากกัน กล้ามเนื้ออ่อนแรง อย่างเฉียบพลัน ขยับแขน ขาไม่ได้  รวมทั้งมีภาวะของระบบประสาทเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ไม่สามารถควบคุมระบบขับถ่ายได้ ถ้าเข้าข่าย ภาวะเหล่านี้การรักษาควรจะเป็นการผ่าตัด

ในแง่ของการฟื้นฟู โดยการจัด ปรับโครงสร้าง จะเป็นการแก้ปัญหาได้ค่อนข้างดี เพราะ มีงานวิจัยพบว่า การจัด ปรับโครงสร้าง รวมทั้ง การออกกำลังกายอย่างถูกต้อง เป็นวิธีที่ช่วยในเรื่องของการรักษาอาการปวดต่าง ๆ ทั้ง คอ หลัง ได้ผลดี ไม่ต่างจากการใช้ยา อีกทั้งยังเป็นการรักษาในระยะยาวที่ได้ผลค่อนข้างดีมากด้วย

การป้องกันสามารถทำได้ การดูแลตนเอง หลีกเสี่ยง ปัจจัยความเสี่ยงต่าง ๆ เมื่อต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิว เตอร์ ควรนั่งบนเก้าอี้ที่มีพนักพิง เวลานั่งต้องนั่งหลังชิดเบาะ อย่าให้เท้าลอยขึ้นมา ความสูงของโต๊ะกับเก้าอี้ เวลาที่วางแขนควรจะต้องเป็น 90 องศา รวมทั้ง เวลานั่ง ช่วงขาท่อนบนกับขาท่อนล่างควรจะเป็น 90 องศา เช่นกัน และควรนั่งทำงาน  ในท่าเดิม ๆ ไม่เกิน 1-2 ชม. จะต้องเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง

ตลอดจนมีการพัฒนาความแข็งแรงของกระดูกและข้อให้ดีขึ้นด้วยการออกกำลังกายให้ ถูกต้องเหมาะสม เพราะ การออกกำลังกายเป็นกุญแจสำคัญ ซึ่งตรงนี้ต้องทำต่อเนื่อง ตลอดจึงจะได้ผล

ใส่ใจในสุขภาพ หมั่นสังเกตตัวเองและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาภาวะสมดุลของร่างกายไว้ให้ยั่งยืนตลอดไป.

ที่มา: http://www.sadung.com/?p=2731

10 วิธีแก้ง่วงยามบ่าย

เมษายน 10, 2009

เนื่องจากบังเอิญได้มีโอกาสอ่านนิตยสาร สุขภาพดี ฉบับเดือนกรกฎาคม 2551 พบว่ามีเรื่อน่าสนใจที่ควนนำมาเสนอหรือมาบอกกล่าวให้ท่านผู้ที่ยังไม่ได้อ่านให้ได้รับรู้และนำไปใช้ได้ หรือถ้านผู้ที่ได้อ่านบางท่านเห็นว่าดี ก็อาจจะไปอุดหนุนซื้อหนังสือเขาบ้าก็ได้นะครับ

คนจะง่วงมันห้ามยากนะคะ ยิ่งถ้าง่วงในเวลางาน อยากนอนก็ไม้ได้ จะทำงานก็ทำได้ไม่ดี คงต้องหาวิธีแก้ง่วงกันสักหน่อย….

ที่เรามักรู้สึกง่วงหลังจากกินอาหารมื้อกลางวัน เป็นเพราะระหว่างที่อวัยวะภายในกำลังย่อยหรือดูดซึมอาหาร เลือดส่วนใหญ่ถูกลำเลียงลงมาสู่อวัยวะส่วนล่าง ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองน้อยลง การทำงานของสมองในช่วงนี้จะไม่ค่อยเฉียบไวเท่าที่ควร จนอาจทำให้งานชะงักได้ เราจึงนำเคล็ดลับแก้ง่วงยามบ่ายมาฝากกัน

1. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต และหันไปกินอาหารที่มีโปรตีนและเส้นใยสูงแทน เช่นเวลาสั่งข้าวผัด ให้คนขายใส่ข้าวลดลง หรือก๋วยเตี๋ยวก็ใส่ผักเยอะๆ เส้นน้อนๆ

2. ลดปริมาณอาหารลง เพื่อให้ระบบการย่อยอาหารไม่ต้องทำงานหนักเกินไป และค่อยๆ เปลี่ยนเป็นพลังงานให้คุณ ถ้ากลัวไม่อิ่ม ให้เปลี่ยนไปกินปริมาณน้อยลงแต่ถี่ขึ้น

3. เดินย่อยหลังมื้อกลางวันประมาณ 5 นาที จะช่วยให้ระบบการย่อยทำงานดีขึ้นในเวลางาน หาโอกาสลุกเดินอย่างน้อยชั่วโมงละครั้งเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงสมองและแขนขามากขึ้น

4. ลองเปลี่ยนมากินอาหารว่างที่มีประโยชน์อย่างไข่ต้ม โยเกิร์ต ธัญพืชต่างๆ (เช่นเมล็ดฟักทอง ถั่ว งา ซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงประสาทและทำให้จิตใจแจ่มใส) งานวิจัยจากสหรัฐระบุว่า ถั่วหลายชนิดและเม็ดมะม่วงหิมพานต์มีแบคทีเรียที่สามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของโรคฟันผุ และยังสามารถประยุกต์ใช้กับโรคอื่นๆ ได้อีก เช่น กำจัดเชื้อโรคที่พบในสิว วัณโรคและโรคเรื้อน

5. หลีกเลี่ยงของว่างที่มีน้ำตาลสูงหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทั้งในช่วงสายและบ่าย เพราะยิ่งทำให้คุณเซื่องซึมไปกันใหญ่

6. เมื่อเริ่มรู้สึกอ่อนเปลี้ย (ง่วงระยะแรก) ลองดื่มน้ำสะอาดแก้วโตสักแก้ว พยายามจิบน้ำเปล่าตลอดวัน หรืออาจดื่มน้ำขิงก็ได้ถ้าอากาศเย็น

7. เคี้ยวอาหารให้ละเอียดขึ้นเพื่อช่วยให้ระบบการย่อยทำงานดีขึ้น แถมยังช่วยให้คุณอิ่มเร็วขึ้น (ลดความอ้วนได้อีกต่างหาก) มีสมาธิ และผ่อนคลายมากขึ้นด้วย

8. ถ้าคุณบริโภควิตามินรวมหรือวิตามินบีคอมเพลกซ์อยู่แล้ว ลองกินอาหารเสริมเหล่านี้พร้อมกับมื้อกลางวัน เพื่อให้ประโยชน์จากวิตามินช่วยบรรเทาความง่วงเหงาอีกส่วนหนึ่ง

9. นอนพักผ่อนให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน จำไว้ว่าถ้านอนไม่พอตอนกลางคืน ไม่ว่าอะไรก็ฉุดให้คุณตื่นยามบ่ายไม่ได้

10. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นอีกทางที่ช่วยเติมพลังการทำงานให้คุณอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้คุณรู้สึกกระปี้กระเปร่า กระตือรือร้น ลองหาเวลาออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง (ครั้งละไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง) โดยอาจเริ่มจากการวิ่ง ว่ายน้ำ ฝึกโยคะและเดินเร็ว