คุณภาพคน-คุณภาพการศึกษา บทเรียนจาก “บิล เกตส์”

เอ่ยชื่อ “บิล เกตส์” ขึ้นมา ใครๆ ก็ต้องร้องอ๋อ เพราะเขาคือมหาเศรษฐีเจ้าของบริษัท ไมโครซอฟท์ ที่ครอบครองตลาดระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ทำเอาคนใช้คอมพิวเตอร์ของโลกเอาไว้ในมือมากที่สุด ขนาดทำเอาคนใช้คอมพิวเตอร์โดยทั่วๆ ไปคิดว่าวินโดวส์ก็คือคอมพิวเตอร์ไปเลย ทั้งที่จริงๆ แล้ววินโดวส์เป็นชื่อของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ระบบปฏิบัติการหนึ่งเท่านั้น ยังมีระบบปฏิบัติการยี่ห้ออื่นๆ อีกมากมายหลากหลาย แต่สัดส่วนคนใช้ต่ำมากเมื่อเทียบกับวินโดวส์

ถึงวันนี้บิล เกตส์ ในวัย 52 ปี จบชีวิตการทำงานประจำของเขาใน ไมโครซอฟท์ แล้วด้วยการออกจากตำแหน่งประธานบริษัทตามกำหนดที่ประกาศไว้ล่วงหน้ามานาน และก็คงหันไปทำงานการกุศลกับมูลนิธิของเขา ปล่อยให้บริษัทเดินไปด้วยตัวของมันเอง

ชีวิตของเกตส์ เป็นชีวิตที่น่าสนใจศึกษาอยู่มาก ตามประวัติเขาได้คอมพิวเตอร์เครื่องแรกมาใช้และทดลองเขียนโปรแกรมตั้งแต่อายุ 13 ขวบ และก็หมกมุ่นอยู่กับมันมาตลอดแม้กระทั่งเมื่อเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแล้วก็ตาม

เรียนอยู่ได้แค่สองปีก็ลาออกมาตั้งบริษัท ไมโครซอฟท์ กับ พอล อัลเลน แล้วสร้างระบบปฏิบัติการ ไมโครซอฟท์ ดอส ขึ้นมา ซึ่งค่อยๆ ขยายตัวตีกินระบบปฏิบัติการอื่นๆ มาเรื่อยๆ จนมาสร้างระบบปฏิบัติการวินโดวส์ที่ปรับปรุงเรื่อยมาถึงปัจจุบัน

มหาวิทยาลัยที่ถือว่าเป็นอันดับหนึ่งไม่ได้มีความหมายอะไรกับเขามากนัก แต่การมุ่งมั่นทุ่มเทให้กับสิ่งที่เขาเองสนใจสำคัญต่อชีวิตของเขามากกว่า และก็ประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมในเส้นทางที่เขาเลือก ตัดความยอกย้อนในชั้นเชิงทางธุรกิจออกไปก็ยังต้องยอมรับความสามารถของเขา

ผมคิดว่าตรงนี้แหละครับคือคุณค่าจากชีวิตของเกตส์ที่น่าสนใจ

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่การหันหลังให้กับมหาวิทยาลัยหรือการเรียนมหาวิทยาลัยเป็นสิ่งที่ไร้ค่า (ซึ่งอาจจะจริงก็ได้) แต่อยู่ที่การทุ่มเทในสิ่งที่ตัวเองสนใจจนเกิดความถนัดและเชี่ยวชาญ การขวนขวายหาความรู้และการลงมือทำในสิ่งที่ตัวเองชอบโดยไม่ต้องนั่งรอความรู้ที่ป้อนจากชั้นเรียนเท่านั้น

บังเอิญว่าในช่วงไม่นานมานี้มีโอกาสได้คุยกับเด็กจบมหาวิทยาลัยหลายต่อหลายคน ที่เรียนมาในสาขาคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง สิ่งที่น่าเศร้าใจก็คือเด็กเหล่านี้ขาดประสบการณ์การทดลองและเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างเห็นได้ชัด สี่ปีที่ร่ำเรียนมามีประสบการณ์เพียงแค่การทำโปรเจ็คต์ส่งเท่าที่วิชาเรียนกำหนด

บางคนหนักกว่าที่คิดมากนะครับ ทำโปรเจ็คต์เว็บไซต์ส่งอาจารย์ แต่ไม่เคยทำเว็บไซต์จริงๆ ชนิดเอาข้อมูลทั้งหมดขึ้นไปไว้บนเซิร์ฟเวอร์ด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่ในสิ่งแวดล้อมของโลกปัจจุบัน มีบริการพื้นที่เซิร์ฟเวอร์ฟรีๆ ให้สามารถทดสอบอยู่มากมายก่ายกอง แม้แต่ของมหาวิทยาลัยผมก็เชื่อว่ามีให้ใช้ มีอะไรให้เล่นให้ลองทำอยู่มากมาย

แล้วมัวทำอะไรอยู่ในมหาวิทยาลัยตั้งสี่ปี

ลูกสาวผมเรียนแค่ ม.6 ยังมีประสบการณ์ในการทำเว็บไซต์เองมาตั้งแต่ ม.ต้น จนแทบจะเป็นสิบเว็บแล้ว ขนาดไม่เคยเรียนด้านเว็บ โปรแกรมมิ่ง เธอยังขวนขวายหาหนังสือหนังหามาอ่าน เรียนรู้การเขียนโค้ดต่างๆ เอง ไปแข่งได้รางวัลมาแล้วก็หลายทีแม้จะเป็นระดับพื้นๆ ก็เถอะ นี่ขนาดเป็นสิ่งที่สนใจอันดับสองรองจากการวาดรูปนะครับ

ความจริงจะสรุปว่าเด็กทุกวันนี้ขาดแรงจูงใจในการใฝ่รู้ก็น่าจะถูกต้อง แต่อาจจะถูกต้องเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งสถาบันการศึกษาก็ควรจะรับไปแบกไว้บนบ่าด้วยเหมือนกัน ว่าไม่สามารถเป็นสถานที่ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดความใฝ่รู้ขึ้นมาในตัวเด็กได้ จึงล้มเหลวกันไปทั้งผู้เรียนและผู้สอน

ถ้าเด็กส่วนใหญ่ที่เรียนมหาวิทยาลัยเป็นเหมือนเด็กหลายคนที่ผมได้คุยด้วยนี่ อนาคตประเทศไทยน่าเป็นห่วงครับ

เพราะเหมือนกับเข้าไปเรียนตามธรรมเนียมที่สั่งสอนกันมาเพื่อ “กระดาษแผ่นเดียว” กันจริงๆ 

โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์
ที่มา – มติชนรายวัน หน้า 6 – วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11069

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: